Wednesday, February 26, 2014

ใต้แสงนีออนเหงาๆ กับมอเตอร์ไซค์ที่ว่างเปล่า...

ผมชื่นชมและดีใจเสมอ ที่สังคมโลกยังมีบทเพลงขับกล่อมให้ชีวิตคน เพราะเพลงแค่เพลงเดียว ก็สามารถเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาความคิดมนุษย์ที่ยึดติดกับวัตถุและเหตุผล ให้คนฟังได้เกิดจินตนาการ มีโลกใบเล็กๆที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์อยู่ในห้วงคำนึง บทเพลงสามารถที่จะสร้างปรากฏการให้ผู้คนมากมายได้ตระหนักถึงชีวิตและสังคมของตัวเองว่ามันหยาบกร้าน หรือมีแง่มุมที่อ่อนนุ่มงดงามแบบไหน โดยมีศิลปินเป็นผู้มอบความเชื่อมโยงนั้น
Motorcycle Emptiness บทเพลงของ Manic Street Preachers ในปี ค.ศ. 1992 เป็นเพลงโปรดของผมมานาน มันไม่ใช่เพลงอกหักจากความรัก แต่คงเป็นเพลงของคนที่อกหักจากสังคมที่อยู่ตรงหน้า มันอาจจะเต็มไปด้วยคำตัดพ้อและขบถต่อสังคม ในแบบวัฒนธรรมพังค์ของยุคนั้น แต่ผมเข้าใจว่า บทเพลงนี้ไม่ได้จะบั่นทอนกำลังใจในชีวิตใคร และมันก็ไม่ได้ให้กำลังใจชีวิตใครเช่นกัน แม้ว่าการตัดพ้อ ด่าทอและร้องไห้กับสังคมที่เราฉุดรั้งมันไม่ได้ มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย แต่สำหรับผมมันคือเพลงที่ทำให้เราได้ตระหนักถึงความจริงในโลกยุคใหม่ และอยู่กับมันให้ได้ โดยที่หัวใจไม่บุบสลายไป
Motorcycle Emptiness สร้างมวลคลื่นบางอย่างให้กับสังคมประชาธิปไตยแบบทุนนิยมในอังกฤษ ซึ่งเป็นสังคมของการแข่งขันด้วยเม็ดเงิน มวลคลื่นนี้เป็น คำถากถาง สงสัย และเคลือบแคลงในระบบสังคมที่เป็นอยู่ เกิดเป็นคำถามในชีวิตผู้คนอยู่ร่ำไป ว่าวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ทำไมมันช่างว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรักและโอบกอด  หลายคราที่เราตามหาแสงสว่างในชีวิต ช่วยส่องทางให้กับเรา ให้เราได้รู้หนทางข้างหน้า เราต้องสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจากศูนย์ และในความมืดมิดของค่ำคืน เราสร้างแสงไฟนีออน เพื่อให้เราได้พบอะไรสักอย่างใต้แสงนั้น เผื่อเราจะได้พบกับความหวัง แต่สิ่งที่แสงไฟนีออนส่องให้เรา มันเป็นเพียงมวลอากาศที่ว่างเปล่าของโลกใบใหม่ใบนี้ ทุกคนเอาเวลาไปไล่ตามสิ่งที่สังคมหยิบยื่นให้ เราต่างต้องเป็นไปตามกลไกที่สังคมต้องการ เราวิ่งไป เราออกเดินทางไล่ตามมันไป หรือชีวิตคือพาหนะคันหนึ่งที่เพียบพร้อมและมีประโยชน์ในการเดินทาง แต่หลายครั้งหลายคราที่เรากลับไม่รู้เลยว่าเราจะไปทางไหน และไปกับใคร ต้องปล่อยมันเป็นเหมือนมอเตอร์ไซค์ที่ว่างเปล่าไร้คนขับ แล้วเราจะมีมันไปทำไมกัน  บางทีโลกที่เราอยู่นั้น อาจจะเป็นเพียงแสงไฟนีออนที่ว่างเปล่า กับมอเตอร์ไซค์เหงาๆคันหนึ่ง นี่คือความหมายที่ผมถอดได้จากเพลง และนำมาคิดทบทวนถึงชีวิตและสังคมในปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่แค่ในอังกฤษ แต่มันสามารถกล่าวถึงโลกเกือบทั้งใบในศตวรรษที่ 21 นี้
ในโลกใบใหญ่ที่ค่อยๆแคบลง ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนแปลง มีเรื่องราวความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ของคนสังคม แผ่ขยายไปอย่างไม่มีที่หลบซ่อน เราจะอยู่ในสังคมอย่างไร ที่เราจะมองเห็นและสัมผัส ถึงคุณค่าและความหมายด้วยสิ่งที่จะสูบฉีดให้ร่างกายของเรา มันไม่ใช่เพียงโลหิตเป็นแน่ หากแต่เป็น ความรัก ความหวัง ความอบอุ่น หรือความเชื่อในบางอย่าง ที่จะกระตุ้นให้เราตั้งจุดหมายของชีวิต หล่อเลี้ยงให้เราก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง บนโลกที่เราต่างไม่รู้จักมันดีพอ แต่อย่างน้อย เรารู้จักตัวเอง และความงามของชีวิต

Wednesday, January 22, 2014

ชีวิตข้างหน้าเราอาจไม่ต้องมีความสุขเสมอไปก็ได้ ในเมื่อเรามีความสุขกับสิ่งดีๆรอบๆตัวมาตั้งมากแล้ว บางครั้งความสุขสมบูรณ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเจอ แต่อุปสรรคที่จะเข้ามาต่างหาก ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ และเข้าใจชีวิตมากขึ้น

Tuesday, December 31, 2013

บางทีก็กรอบ

เราจะคิดได้กว้างไกลแค่ไหนถ้าไม่มีกรอบ แต่ความคิดเราจะสะเปะสะปะแค่ไหนถ้าไม่มีกรอบ

เพราะงั้น ขอชีวิตที่บางทีก็กรอบ บางทีก็ไม่กรอบ

Sunday, December 29, 2013

หรือศิลปินสมัยนี้ ต้องสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองด้วยการแต่งตัวแนวๆ ไม่ใช่พัฒนาที่ดนตรี...

Wednesday, November 6, 2013

ประ เทศ ...ไทย?

ชาติไทย ที่รู้จักมา 20 ปี เป็นช่วงเวลาที่สั้นเหลือเกิน

เกิดคำถาม และเรื่องที่น่าคิดมากมาย เรื่องหนึ่งที่สัมผัสได้คือ ตัวเราคนไทยล้วนรักชาติ อยากให้ชาติเจริญ แต่กลับไม่ค่อยลงมือพัฒนาประเทศ เอาแต่แน่นิ่งรอฮีโร่มากอบกู้ชาติ ปล่อยให้ระบบและกระบวนการทั้งหลายแบบชาติตะวันตกมีบทบาท เหนือการตัดสินใจ เพราะหวังว่าชาติจะได้ดี ได้รวยกับเขาบ้าง หากเราทำตามชาติมหาอำนาจ
 ...ลองดูสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้  เราอยากเป็นประเทศที่ชื่อว่า"เจริญแล้ว" หรือ "ประเทศโลกที่หนึ่ง" แบบนั้นจริงหรือ ...ทำไมเราไม่กล้าวางแผนวางแนวทางการพัฒนาในแบบของเราเอง จำเป็นด้วยหรือว่าคนไทยต้องการเงินทองจำนวนมากมายเพื่อปรนเปรอชีวิต จึงจะเรียกได้ว่าเป็น ผู้เจริญแล้วในสังคม

เราเข้าใจวิธีการพัฒนาสังคมแบบ ทุนนิยม ที่เรารับมามากแค่ไหนกัน? ไม่เลย เรารู้หรือไม่ว่า ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของตะวันตกเกิดขึ้นเพื่อให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่อย่างจำกัด มาตอบสนองความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ นั่นหมายความว่า มนุษย์ต้องมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ...จริงหรือ? ถ้าลองสังเกตตัวเอง เราสามารถประมาณความต้องการของเราได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ เพราะมนุษย์มีความคิด อารมณ์ และตรรกะอันซับซ้อน มากเกินกว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ของตะวันตกจะให้คำอธิบายได้ แต่เหตุที่ทำให้เราต้องเลือกที่จะเดินรอยตามหลักเศรษฐศาสตร์ เปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองให้อยู่ในสังคมระบบอุตสาหกรรม ก็เพราะ "ประชากร" ที่เพิ่มขึ้น และการปกครองที่เป็น "ประชาธิปไตย" ที่ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ และก็อีกนั่นไง เรายังไม่รู้จักเลยว่าอะไรคือ ประชาธิปไตย

ระบบทุนนิยมและประชาธิไตยมักเป็นของคู่กัน ทุนนิยมบอกว่า บริษัทเอกชนจะแข่งขันกันขายของให้ประชาชนเพื่อสร้างกำไรสูงสุดให้กับตนเอง ซึ่งการแข่งขันนี้จะทำให้เกิดการพัฒนา เพราะแต่ละบริษัทจะต้องประชันกันว่า ใครจะดีกว่า นั่นทำให้ทุกคนในสังคม ก็เกิดการแก่งแย่งแข่งขันตลอดเวลาเช่นกัน เมื่อมีคนที่ "ดีกว่า" ก็จะทำให้สังคมเจริญขึ้น เมื่อมองดูในสังคมบ้านเราแล้ว เราเข้าใจข้อนี้ดีหรือไม่ เราเลือกซื้อสินค้า เพราะมัน "ดีกว่า" หรือ เพราะช่วงนี้มีกระแสเขย่าโคอาล่ามาร์ชเลยซื้อมาทำบ้าง, เราชอบดาราที่โฆษณาสินค้าชิ้นนี้ เราก็เลยซื้อ แล้วที่เรายอมเสียเงินซื้อไปมันดีจริงหรือไม่ เราได้ไตร่ตรองให้ดีแล้วหรือไม่ รวมถึงที่เราเลือกนักการเมืองมาบริหารประเทศ เขา ดี จริงหรือ?  หรือว่าเพียง คำโฆษณาและผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นแรงจูงใจให้เราเลือกเขา แม้เขาจะทำให้ชาติย่อยยับก็ตาม

สำหรับผม สิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย คงจะเป็น "การพัฒนาตนเอง" ในทุกๆด้าน โดยเฉพาะด้านความคิด การศึกษา และศีลธรรม เราอาจไม่ใช้คนดีแต่เกิด และเราก็เลือกเกิดไม่ได้ แต่ชีวิตของเรา เราสามารถกำหนดทิศทางชีวิตของเราได้ อย่ามัวแต่ด่าการศึกษาไทยว่าแย่ ด่าประเทศไทยว่าอย่างนู้นอย่างนี้ไปวันๆ เราต้องมองย้อนมาที่ตัวเอง ว่าเราต้องปรับปรุงอะไร ทำอย่างไรเราจึงจะดีกว่านี้ ถ้าเราดีแล้วก็อย่าดูถูกผู้ไม่รู้ แต่จงมอบสิ่งที่เราให้ได้เพื่อช่วยให้เขาตื่นรู้ ถ้าทุกคนรู้จักพัฒนาตัวเอง เราจะมีคุณค่ายิ่งกว่าสินค้าคุณภาพในระบบทุนนิยม เพราะสินค้าคุณภาพก็เพียงได้ให้ประโยชน์กับใครคนหนึ่งเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่คนที่มีคุณภาพจะสามารถเป็นแบบอย่างในสังคม และทำให้คนรุ่นหลังได้มีแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเองต่อไป

                                                              บันทึกจากเล็กๆจากความคิดอันน้อยนิด
                                                                                                          ...อาทิตย์





Saturday, October 5, 2013


ผู้คนเดินยั้วเยี้ยเต็มถนน รถราติดขัดไปทั่ว
รวมตัวกันอยู่ในเมืองศิวิไล โก้หรูและโอ้อวด
เราดูถูกของสาธารณะ ไม่เหลียวแลปัญหาในสังคม
เมื่อปัญหานั้นมาถึงตัว จึงค่อยเดือดเนื้อร้อนตัว
จะต้องแชร์ให้เป็นประเด็น จะเรียกร้อง และต้องชนะ
เราฟังความข้างเดียว และกร่นด่าคู่ตรงข้าม
เราสร้างค่านิยม ว่าเงินซื้อได้ทุกสิ่ง
ไฉนเราต้องเป็นคนดี ในเมื่อการทำความดีไม่เคยให้ผลตอบแทนกลับมา

เราใช้เวลากับการสร้างทุกสิ่งที่ดูไม่มีเหตุผล และบอกว่ามันคือเหตุผล
ก็เรามันคือ มนุษย์

Thursday, September 5, 2013

กำลังใจ และ กาวยูฮู